ป วิ.อาญา 1- 2 หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
1. ป.วิ.อ.มาตรา 143..... วางหลักไว้ว่า เมื่อได้รับความเห็นและสำนวนจากพนักงานสอบสวนดั่งกล่าวในมาตราก่อนให้พนักงานอัยการปฏิบัติดั่งต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ออกคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ให้สั่งฟ้องและแจ้งให้พนักงานสอบสวนส่งผู้ต้องหามาเพื่อฟ้องต่อไป
(๒) ในกรณีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้ออกคำสั่งฟ้องและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ให้สั่งไม่ฟ้องในกรณีหนึ่งกรณีใดข้างต้น พนักงานอัยการมีอำนาจ
(ก) สั่งตามที่เห็นควร ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไป
(ข) วินิจฉัยว่าควรปล่อยผู้ต้องหา ปล่อยชั่วคราว ควบคุมไว้ หรือขอให้ศาลขัง แล้วแต่กรณี และจัดการหรือสั่งการให้เป็นไปตามนั้น...
2. ป.วิ.อ.มาตรา 145.วางหลักไว้ว่า ในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุด ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งไปเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่พนักงานอัยการยังมีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๑๔๓ หากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นแย้งคำสั่งพนักงานอัยการ ก็ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อชี้ขาด แต่หากคดีจะขาดอายุความก็ให้ฟ้องคดีตามความเห็นดังกล่าวไปก่อน
3. ป.วิ.อ.มาตรา 147..... วางหลักไว้ว่า เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่ จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้
ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย
1. มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว และได้เสนอความเห็นพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนจะสอบสวนเพิ่มเติมได้ไหม? และหากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดนอกจากจะมีอำนาจทำความเห็นแย้งแล้วจะมีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมได้ไหม?
2. มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องจัดการกับสำนวนอย่างไร?
แนวธงคำตอบ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ)
1. มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว และได้เสนอความเห็นพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนจะสอบสวนเพิ่มเติมได้ไหม? และหากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดนอกจากจะมีอำนาจทำความเห็นแย้งแล้วจะมีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมได้ไหม?
ตอบ พนักงานสอบสวน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด
ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมอีกโดยพละการ เพราะการที่จะสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ
ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ ที่กำหนดให้พนักงานอัยการเท่านั้นมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม แต่หากผู้
บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าควรที่จะมีการสอบสวนเพิ่มเติมก็ต้องทำเป็นความเห็นแย้งมา โดยในความเห็นแย้งนั้นจะต้องมีความเห็นว่าควรจะทำการสอบสวนในเรื่องใดบ้าง แล้วความเห็นแย้งนั้นอัยการสูงสุดจะเป็นผู้มาพิจารณาว่ามีความบกพร่องที่ควรจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมจริงหรือไม่ ซึ่งอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยบางส่วนก็เป็นคำชี้ขาด
สุดท้ายของอัยการสูงสุดในการที่จะพิจารณาในเรื่องนั้น หากอัยการสูงสุดเห็นด้วยกับความเห็นแย้งนั้น ก็จะมีคำสั่งให้พนักงาน
สอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม จากนั้นก็จะมีคำสั่งชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง นอกจากพนักงานอัยการจะมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมแล้ว พนักงานอัยการยังมีอำนาจสั่งพนักงานสอบสวนให้ส่งพยานคนใดมาให้ซักถามได้หากมีกรณีที่ผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องในคดีร้องขอต่อพนักงานอัยการว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการสอบสวน หรือ มีเหตุ
อันควรสงสัยว่าพยานให้การโดยไม่สมัครใจ หรือให้การขัดต่อความเป็นจริง หรือให้การไว้ไม่แน่ชัด หรือมีเหตุอื่นที่เห็นสมควร และพนักงานอัยการเห็นว่าการซักถามพยานจะได้ความชัดเจน และรวดเร็วกว่าสอบสวนเพิ่มเติม ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานคนใดมาให้ซักถามได้ แม้ว่าการซักถามของพนักงานอัยการจะไม่ใช่การสอบสวนหรือการสอบสวน
เพิ่มเติม แต่ก็เป็นทางที่ผู้ดำเนินคดีจะได้ทราบข้อเท็จจริง และหลักฐานของคดีได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ตาม
ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ และการที่ผู้ให้ถ้อยคำตอบข้อซักถามของพนักงานอัยการก็มีผลเช่นเดียวกับการให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน
(เป็นการอธิบายจากตัวบทกฎหมายเพราะข้อสอบข้อนี้เน้นที่เข้าใจตัวบทมากกว่าฎีกา เนื่องจากเป็นข้อสอบของท่านอัยการ ดังนั้น
ควรดูตัวบทให้เข้าใจอย่างถ่องแท้)
2. มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จ
แล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องจัดการกับสำนวนอย่างไร?
ตอบ เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจะต้องจัดการสำนวนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ ถึงมาตรา ๑๔๒ ซึ่งแยกเป็น ๒ กรณี คือ
กรณีแรก คือ กรณีที่ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดมีหลักเกณฑ์อยุ่ในมาตรา ๑๔๐(๑) วรรคหนึ่ง, วรรคสอง และวรรคสาม
กรณีที่สอง คือ กรณีที่รู้ตัวผู้กระทำผิด มีหลักเกณฑ์อยู่ในมาตรา ๑๔๐(๒) ประกอบมาตรา ๑๔๑, ๑๔๒, ๑๔๓ และ
๑๔๔ (รายละเอียดศึกษาจากตัวบทกฎหมาย เพราะหากออกข้อสอบก็จะเป็นการนำตัวบทมาออกตรงๆ ใครจำตัวบท
และเข้าใจภาพรวมได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
1. ป.วิ.อ.มาตรา 143..... วางหลักไว้ว่า เมื่อได้รับความเห็นและสำนวนจากพนักงานสอบสวนดั่งกล่าวในมาตราก่อนให้พนักงานอัยการปฏิบัติดั่งต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ออกคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ให้สั่งฟ้องและแจ้งให้พนักงานสอบสวนส่งผู้ต้องหามาเพื่อฟ้องต่อไป
(๒) ในกรณีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้ออกคำสั่งฟ้องและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ให้สั่งไม่ฟ้องในกรณีหนึ่งกรณีใดข้างต้น พนักงานอัยการมีอำนาจ
(ก) สั่งตามที่เห็นควร ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไป
(ข) วินิจฉัยว่าควรปล่อยผู้ต้องหา ปล่อยชั่วคราว ควบคุมไว้ หรือขอให้ศาลขัง แล้วแต่กรณี และจัดการหรือสั่งการให้เป็นไปตามนั้น...
2. ป.วิ.อ.มาตรา 145.วางหลักไว้ว่า ในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุด ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งไปเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่พนักงานอัยการยังมีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๑๔๓ หากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นแย้งคำสั่งพนักงานอัยการ ก็ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อชี้ขาด แต่หากคดีจะขาดอายุความก็ให้ฟ้องคดีตามความเห็นดังกล่าวไปก่อน
3. ป.วิ.อ.มาตรา 147..... วางหลักไว้ว่า เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่ จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้
ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย
1. มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว และได้เสนอความเห็นพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนจะสอบสวนเพิ่มเติมได้ไหม? และหากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดนอกจากจะมีอำนาจทำความเห็นแย้งแล้วจะมีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมได้ไหม?
2. มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องจัดการกับสำนวนอย่างไร?
แนวธงคำตอบ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ)
1. มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว และได้เสนอความเห็นพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนจะสอบสวนเพิ่มเติมได้ไหม? และหากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดนอกจากจะมีอำนาจทำความเห็นแย้งแล้วจะมีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมได้ไหม?
ตอบ พนักงานสอบสวน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด
ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมอีกโดยพละการ เพราะการที่จะสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ
ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ ที่กำหนดให้พนักงานอัยการเท่านั้นมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม แต่หากผู้
บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าควรที่จะมีการสอบสวนเพิ่มเติมก็ต้องทำเป็นความเห็นแย้งมา โดยในความเห็นแย้งนั้นจะต้องมีความเห็นว่าควรจะทำการสอบสวนในเรื่องใดบ้าง แล้วความเห็นแย้งนั้นอัยการสูงสุดจะเป็นผู้มาพิจารณาว่ามีความบกพร่องที่ควรจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมจริงหรือไม่ ซึ่งอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยบางส่วนก็เป็นคำชี้ขาด
สุดท้ายของอัยการสูงสุดในการที่จะพิจารณาในเรื่องนั้น หากอัยการสูงสุดเห็นด้วยกับความเห็นแย้งนั้น ก็จะมีคำสั่งให้พนักงาน
สอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม จากนั้นก็จะมีคำสั่งชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง นอกจากพนักงานอัยการจะมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมแล้ว พนักงานอัยการยังมีอำนาจสั่งพนักงานสอบสวนให้ส่งพยานคนใดมาให้ซักถามได้หากมีกรณีที่ผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องในคดีร้องขอต่อพนักงานอัยการว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการสอบสวน หรือ มีเหตุ
อันควรสงสัยว่าพยานให้การโดยไม่สมัครใจ หรือให้การขัดต่อความเป็นจริง หรือให้การไว้ไม่แน่ชัด หรือมีเหตุอื่นที่เห็นสมควร และพนักงานอัยการเห็นว่าการซักถามพยานจะได้ความชัดเจน และรวดเร็วกว่าสอบสวนเพิ่มเติม ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานคนใดมาให้ซักถามได้ แม้ว่าการซักถามของพนักงานอัยการจะไม่ใช่การสอบสวนหรือการสอบสวน
เพิ่มเติม แต่ก็เป็นทางที่ผู้ดำเนินคดีจะได้ทราบข้อเท็จจริง และหลักฐานของคดีได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ตาม
ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ และการที่ผู้ให้ถ้อยคำตอบข้อซักถามของพนักงานอัยการก็มีผลเช่นเดียวกับการให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน
(เป็นการอธิบายจากตัวบทกฎหมายเพราะข้อสอบข้อนี้เน้นที่เข้าใจตัวบทมากกว่าฎีกา เนื่องจากเป็นข้อสอบของท่านอัยการ ดังนั้น
ควรดูตัวบทให้เข้าใจอย่างถ่องแท้)
2. มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จ
แล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องจัดการกับสำนวนอย่างไร?
ตอบ เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจะต้องจัดการสำนวนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ ถึงมาตรา ๑๔๒ ซึ่งแยกเป็น ๒ กรณี คือ
กรณีแรก คือ กรณีที่ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดมีหลักเกณฑ์อยุ่ในมาตรา ๑๔๐(๑) วรรคหนึ่ง, วรรคสอง และวรรคสาม
กรณีที่สอง คือ กรณีที่รู้ตัวผู้กระทำผิด มีหลักเกณฑ์อยู่ในมาตรา ๑๔๐(๒) ประกอบมาตรา ๑๔๑, ๑๔๒, ๑๔๓ และ
๑๔๔ (รายละเอียดศึกษาจากตัวบทกฎหมาย เพราะหากออกข้อสอบก็จะเป็นการนำตัวบทมาออกตรงๆ ใครจำตัวบท
และเข้าใจภาพรวมได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น