วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

จุดกำเนิด และพัฒนาการประชาธิปไตย:คนเสื้อแดง,ผู้ใหญ่เฉลิม

ประชาธิปไตยในยุคกรีกโบราณ (Democracy in Greece)รากฐานของประชาธิปไตยนั้น หยั่งลึกมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ (Ancient Greece) ย้อนกลับไปได้ถึง 600 ปีก่อนคริสตกาล นครรัฐเอเธนส์ (Athens) เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมและวัฒนธรรม ชาวเอเธนส์จะมาชุมนุมกันที่ลานกลางเมือง เพื่อถกปัญหาของสาธารณชน และทำการค้า และนี่คือสถานที่ ที่ประชาธิปไตยถือกำเนิดขึ้น

ระบอบประชาธิปไตยในเอเธนส์ พลเมืองมีส่วนร่วมในการบริหาร โดยเชื่อว่าพลเมืองชายทุกคนมีหน้าที่ต้องเข้าร่วม พวกเขาต้องทำหน้าที่ในสภา (Assembly) เพื่อร่วมกันร่างกฎหมายและกำหนดนโยบายของรัฐ พลเมืองเหล่านี้มีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียง ดำรงตำแหน่งทางราชการ และมีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดิน แต่อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยของชาวเอเธนส์ไม่ได้ให้สิทธิ กับผู้หญิง ชาวต่างชาติและทาส

คำว่า ประชาธิปไตย” (Democracy) หมายถึง เป็นการปกครองโดยประชาชน เป็นทั้งรูปแบบ ปรัชญาทางการเมือง และเป็นวิถีชีวิต หลายยุคหลายสมัยมาแล้วที่ประชาชนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง ประชาธิปไตย ความเท่าเทียมกัน (Individual Equality) และอิสรภาพ (Freedom)
ระบอบประชาธิปไตยของชาวเอเธนส์เป็นรากฐานให้กับรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ทั่วโลกที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
หนึ่งในลักษณะเด่นของการปกครองแบบนี้คือ การใช้เสียงส่วนมากในการตัดสินใจแต่อย่างไรก็ตามเสียงส่วนน้อยก็ยังคงมีสิทธิที่เท่าเทียมกันอยู่
เฮราคลีส (Heracles) นักปฏิรูปประชาธิปไตยในเอเธนส์เคยกล่าวไว้ว่า เราไม่ได้กล่าวว่าคนที่ไม่สนใจการเมืองเป็นคนที่ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่เราคิดว่าเขาผู้นั้นไม่ควรจะอยู่ในที่แห่งนี้เลยนั้น ก็ คือแน่นอนว่า การมีส่วนร่วมของพลเมืองเป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตย

เพื่อปกป้องสิทธิของปัจเจกบุคคล และชน กลุ่มเล็ก กลุ่มน้อย ประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ได้ร่างรัฐธรรมนูญ (Constitution) ขึ้นมา ให้เป็นแม่แบบของกฎหมายและหลักการต่างๆของประเทศ เช่น สิทธิในการเลือกถือศาสนา สิทธิเสรีภาพของสื่อ สิทธิในการชุมนุม และสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งการได้มาของรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญทีสุดของการได้มาของรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ลืมหรือละทิ้งหลักการแห่งประชาธิปไตย นั้นคือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง ต้องยึดโยงกับประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่เป็นแค่เพียงคนกลุ่มหนึ่งคิด แล้วมาบอกให้คนทั้งประเทศ หรือคนในสังคมนั้นๆ ช่วยกันรับรอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น จะไม่เกิดความ เท่าเทียม เป็นการละเมิดสิทธิของพลเมือง และพลเมืองในสังคมประเทศนั้นขาดอิสรภาพการตัดสินใจ อย่างนี้จะเรียกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่งจะเป็นได้แค่ ใบบอกจากทางการ รัฐธรรมนูญจึงขาด ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อถือ ไม่สามารถเป็นแม่แบบของระเบียบ หรือกฎหมายของ สังคม ที่จะให้พลเมืองของตน ยึดถือ ยอมรับ เป็นกติกาของสังคมได้ ดังรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากประชาชนอันแท้จริง

นักวิชาการบางท่านในอเมริกาเชื่อว่า บรรพบุรุษ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรัฐธรรมนูญของกลุ่มอิโรควอย (Iroquois) เป็นการร่วมตัวของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองของอเมริกาเหนือหกเผ่าที่เรียกว่า กฎหลักแห่งสันติภาพ” (The Great Law of Peace) กฎนี้ได้รวบรวมเอาหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเข้าไว้ด้วยกัน และแตกต่างไปจากประชาธิปไตยของชาวเอเธนส์ตรงที่ กฎนี้ให้สิทธิความเท่าเทียมกับผู้หญิงและทาส หนึ่งในสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนในระบอบประชาธิปไตยมี คือ สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงวิธีที่ดีที่สุดในการร่วมการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ และการลงคะแนนเสียงเพื่อเครื่องมือประชาธิปไตย เฉกเช่นทุกวันนี้ คือ การเรียนรู้ทำความเข้าใจประเด็นต่างๆในสังคม

โลกได้พบการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่หลายครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1980 เช่น การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ ทำให้ประชาธิปไตยเป็นแนวทางใหม่ที่แผ่ขยายออกไปทั่วโลก ประชาชนของประเทศแล้ว ประเทศเล่า ออกมาเรียกร้องอิสรภาพและความเท่าเทียม

ก่อนกำเนิดของรัฐประชาชาติ (Nation-state) ในศตวรรษที่ 20
คนไทยยังไม่มีแนวความคิด ความรู้สึกของการรวมชนเผ่าต่าง ๆ เป็นชาติไทยหรือรัฐที่มีอาณาเขตดังเช่นปัจจุบัน หากมีแต่เพียงความคิดเกี่ยวกับการรวมอำนาจเหนือเชื้อชาติและเผ่าชนต่างๆ ของอำนาจศูนย์กลางลักษณะการปกครองจึงเป็นการกระจายอำนาจที่ชนชั้นนำในท้องถิ่นมีอำนาจมากทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ รัฐบาลส่วนกลางจึงไม่สามารถควบคุมบรรดาเจ้าเมืองในหัวเมืองรอบนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในยุคแรกหรือสมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา การบริหารราชการบ้านเมืองจึงเน้นการป้องกันประเทศ ข้าราชการจึงเป็นทั้งทหารและพลเรือนพร้อม ๆ กันไป ครั้นภัยลัทธิจักรวรรดินิยมทวีความรุนแรงขึ้นในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยเริ่มตระหนักถึงความด้อยของประเทศในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี หรือวิทยาการแผนใหม่อันก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของประเทศ จึงได้เร่งรัดพัฒนาระบบราชการให้สามารถตอบโต้การคุกคามจากภายนอก มีการส่งคนคอยไปเรียนวิทยาการจากต่างประเทศ จ้างชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการเป็นที่ปรึกษา ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการบริหารราชการแผ่นดินที่เน้นความมั่นคงป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกเป็นหลัก รัชการที่ 5 จึงทรงจัดการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและทรงให้ความสำคัญแก่งานกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 งานการเมืองของกระทรวงมหาดไทยมีมากกว่าเพราะต้องควบคุมดูแลการปกครองทั่วทั้งพระราชอาณาจักร และยังต้องดูแลด้านอื่น ๆ เช่น ด้านตำรวจ ด้านการค้า ป่าไม้ แร่ธาตุ งานสรรพากรและงานสาธารณสุข
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะมีการตระหนักถึงภัยลัทธิคอมมิวนิสต์แล้วแต่ลัทธิดังกล่าวก็ยังไม่ได้มีรูปธรรมของการเคลื่อนไหวอย่างมีระบบ และเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่มุ่งล้มล้างอำนาจรัฐอย่างแท้จริง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ค.ศ. 1932 รัฐบาลยุคนั้นจึงยังมิได้มีการผนึกกำลังและปรับกลไกของรัฐเพื่อการต่อสู้กับลัทธินี้โดยตรง มีแต่เพียงอาศัยมาตรการทางกฎหมายเป็นด้านหลัก เช่น การออกพระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งออกมาเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1933

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แรงกดดันจากสงครามเย็นและการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยต้องดำเนินนโยบายเข้าข้างโลกเสรี แนวคิดในการพัฒนาด้านกองทัพ และตำรวจ เพื่อต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ ถูกนำเข้ามายังชนชั้นผู้นำไทย การสร้างรัฐให้แข็งแกร่ง เพื่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ในหน่วยงานทางทหารและความมั่นคง มีบทบาทสูงและได้ขยายตัวมากขึ้น การเน้นความมั่นคงในยุคสงครามเย็นได้ส่งผลสะเทือนต่อการพัฒนาการของรัฐไทยในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทำให้

ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ใน ค.ศ. 1954 มีข้อตกลงร่วมทางด้านการประกันความมั่นคงระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทยใน ค.ศ.1962 ข้อตกลงว่าด้วยกิจกรรมพัฒนาและการวิจัยการสื่อสารวิทยุ(ค.ศ.1964) ข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งดำเนินการแลสนับสนุนกิจกรรมด้านการพัฒนาและวิจัยการสื่อสารวิทยุ (ค.ศ. 1965) ข้อตกลงว่าด้วยการขอใช้สนามบินอู่ตะเภา (ค.ศ. 1967) และข้อตกลงว่าด้วยการป้องกันภัยทางอากาศร่วมไทย สหรัฐฯ (ค.ศ. 1967) เป็นต้น ความสัมพันธ์นี้ได้นำประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้กำหนดนโยบายหลักตลอดมา คือ สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม แลความขัดแย้งในกัมพูชา

มาถึงวันนี้ เราไม่ต้องจับอาวุธต่อสู้กับใคร ไม่ต้องมีเรือปืนไฟ ขอเรามีปัญญาของคนในชาติ ปลดปล่อยพันธนาการพลเมือง ยอมรับความแตกต่าง สร้างความเสมอภาคต่อกัน มีสิทธิ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีสิทธิ์ในการปกป้องตัวเอง ชุมชนตนเอง มีอิสรภาพในการตัดสินใจ โดยไม่กระทบต่อสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่น หรือ มีรัฐธรรมนูญ เป็นกติกา ที่เต็มไปด้วย การมีส่วนร่วมของพลเมือง ทุกอย่างที่กล่าวนี้ล้วนเป็นปรัชญาแห่งประชาธิปไตย และ จงภาคภูมิใจที่พลเมืองแสดงเจตจำนงอย่างมีอุดมการณ์แห่งประชาธิปไตย เดินตามหนทางแห่งประชาธิปไตย และนำกระบวนการประชาธิปไตย มาเป็นเครื่องมือ ในการการแก้ปัญหาทางการเมืองที่ขัดแย้งไม่มีวันจบสิ้น หรือ ในการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งกลายเป็นศัตรูที่จะทำลายสังคมไทยทุกด้าน ในปัจจุบัน ต้องร่วมกันต่อสู้ เพื่อปกป้องครอครัว หมู่บ้าน ชุมชน และประเทศ ของตนเอง ดังเช่น กลุ่มคนเสื้อแดง หรือ ผู้เฉลิม ชาวตำบล ทอนหงส์ อ.พรหมครี จ.นครศรีธรรมราช

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น