วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

โครงการปลูกยางพื้นที่แห่งใหม่ 8 แสนไร่ ระยะที่3

เขียนโดย Administrator
วันพฤหัสบดีที่ 09 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 11:21 น.

'ณัฐวุฒิ'สั่งลุยต่อยาง8แสนไร่ (09/02/2555)


กิตติรัตน์" โยนลูกให้ "ณัฐวุฒิ" ตัดสินใจสานต่อหรือพับโครงการยางพารา 8 แสนไร่ ด้านรมช.เกษตรฯ คนใหม่ลั่นทันควัน ประกาศพร้อมเดินหน้าเริ่มได้พฤษภาคมนี้ โชว์วิชันดันส่งออกยางใน 3 ปีทะลุ 1 ล้านล้านบาท ส่วนการแทรกแซงราคายางตกต่ำของรัฐบาลมั่นใจเห็นผล 120 บาท/กก.ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ขณะเกษตรกรติงเงินแทรกแซงควรจัดสรรอย่างยุติธรรม
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ระยะ 3 ปี 2554-2556 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางมาตรา 21 ทวิ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ความชอบให้ปรับระยะเวลาดำเนินการโครงการจากปีงบประมาณ 2553-2555 เป็นปีงบประมาณ 2554-2556 รวมวงเงินทั้งสิ้น 3,974.6 ล้านบาท แบ่งเป็นพื้นที่ภาคอีสาน 500,000 ไร่ ภาคเหนือ 150,000 ไร่ และภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้รวมอีก 150,000 ไร่ นั้นจะเดินหน้าต่อหรือจะพับโครงการได้มอบให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตัดสินใจว่าโครงการดังกล่าวยังจำเป็นต่อพี่น้องประชาชนหรือไม่
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ กล่าวว่า ไม่มีความคิดที่จะล้มโครงการยาง 800,000 ไร่ เพียงแต่ว่าในขณะนี้กำลังเรียกข้อมูลมาศึกษาว่าในปีที่ผ่านมาทางสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เดิมได้ตั้งเป้า 200,000 ไร่ แต่ทำไมทำได้จริงเพียง 60,000 ไร่ ประเด็นปัญหาคืออะไร จะรับมืออย่างไร หากเห็นปัญหาที่ชัดเจนมั่นใจว่าแนวทางที่จะปรับปรุงให้โครงการบรรลุเป้าหมายได้จริงหรือใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ มากกว่าจะปล่อยปัญหา โดยไม่นำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
"สำหรับในปีนี้ได้ตั้งเป้าพื้นที่ปลูกยางพาราไว้ที่ 300,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 191,250 ไร่ ภาคเหนือ จำนวน 55,000 ไร่ ภาคใต้ 22,520 ไร่ และ ภาคตะวันออกและภาคกลาง จำนวน 31,230 ไร่ ซึ่งจะพยายามทำให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด และเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผมกำลังติดตามโครงการนี้อยู่ จะเร่งให้ทันฤดูฝนคือ ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ผู้ที่จะได้รับการสงเคราะห์ตามโครงการดังกล่าวนี้จะต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อน โดยรัฐจะช่วยเหลือแบบให้เปล่าในรูปของปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย พันธุ์ยาง ปุ๋ย และเมล็ดพืชคลุมดิน ช่วง 3 ปีแรกรัฐจ่ายเป็นเงิน 3,529 บาทต่อไร่ โดยแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ ตามหลักเกณฑ์ของ สกย. ส่วนที่เหลือในปีที่ 4-7 เกษตรกรต้องใช้ทุนเอง"
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ปัญหายางพาราถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากพิจารณามูลค่าการส่งออกสามารถทำเงินเข้าประเทศ รวมทั้งระบบกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นตัวเลขและเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจที่ยังมีลู่ทางโอกาสในการขยายการผลิตและการส่งออกได้อีกมาก เฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาการแปรรูปเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ได้อีกมหาศาล เชื่อว่าถ้ามีการวางแผนอย่างเป็นระบบ และมียุทธศาสตร์ในการกำหนดปริมาณการผลิต เพื่อรักษาตลาดส่งออกเดิม และเพิ่มตลาดใหม่ๆ ในอีกหลายจุดทั่วทุกมุมโลก ประเทศไทยน่าจะมีเงินเข้าประเทศจากยางพาราทั้งระบบถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี ภายใน 3 ปีข้างหน้า
ส่วนเรื่องการแทรกแซงราคายางพารานั้น ล่าสุดตนได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยบริหารโครงการ ในด้านต่างๆ จำนวน 5 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการบริหารโครงการ ระดับจังหวัด (ทุกจังหวัดที่มีผลผลิตยางและมีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ) คณะอนุกรรมการเก็บรักษายางพารา คณะอนุกรรมการตลาดยางพารา คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ และคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้ราคายางในประเทศเป็นไปตามเป้าหมายกิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 120 บาท ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวถึงโครงการยางพารา 800,000 ไร่ อยู่ในระหว่างขั้นตอนเพื่อหาวันประชุมกับคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั่งเป็นประธาน เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการปรับราคาต้นกล้ายางจากเดิมต้นละ 18 บาท เป็น 36 บาท หากพิจารณาเห็นชอบแล้ว ทาง กนย.จะนำเรื่องเข้าสู่วาระที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบแล้วโครงการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการทันในเดือนพฤษภาคมนี้
"สาเหตุที่ผ่านมาเกษตรกรปลูกได้เพียง 61,000 ไร่ เพราะปัญหากล้ายางราคาแพงและหายาก เฉลี่ยต้นละ 50-60 บาท ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีเงินลงทุน ดังนั้นพื้นที่เหลืออีกกว่า 70% ซึ่งจำนวนดังกล่าวของเกษตรกรที่สละสิทธิ์ในปี 2554 จะสามารถมาใช้สิทธิ์ในปีนี้ได้ หากในกรณีต้นกล้ายางตาย จะซ่อมแซมให้ 10 ต้นต่อไร่ แต่ไม่เกิน 90 ต้นต่อราย หากมีต้นตายเกินจำนวนที่ทางสกย.กำหนด เกษตรกรจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง "
ขณะที่นายคำตา แคนบุญจันทร์ ที่ปรึกษาสมัชชาเกษตรกรรายย่อย ภาคอีสาน (สกยอ.) กล่าวถึง วงเงินที่ ครม.ได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 เพื่อแทรกแซงราคายางจำนวน 15,000 ล้านบาท นั้นอยากให้จัดสรรอย่างยุติธรรมตามสัดส่วนพื้นที่การปลูกยางพาราในพื้นที่ที่มีการกรีดจริง โดยตัวเลขดังกล่าวควรใช้ข้อมูลของสกย.และองค์การสวนยาง (อสย.)ในการอ้างอิง ไม่อยากให้ภาคใดภาคหนึ่งเอาเปรียบ ปัจจุบันราคายางพาราดิบชั้น 3 ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ปรับตัวขึ้นจากกิโลกรัมละ 85 บาท เป็นกิโลกรัมละ 113 บาทแล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น